วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคเพิ่มความฉลาด



         ใครที่รู้สึกว่าสมองอ่อนล้า เฉื่อย ชา และความจำถดถอย เรามีวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำให้กับสมองมาฝาก…
1. บริหารสมองอยู่เสมอ
ยิ่งเราใช้สมองมากและบ่อย เท่า ไหร่ เซลล์สมองจะยิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นก็จะส่งผลให้ความสามารถในการจำดีขึ้นตามไปด้วย วิธีบริหารสมอง เช่น การเล่นหมากฮอส ต่อจิ๊กซอว์ หรือเล่นครอสเวิร์ดในเวลาว่าง

2. กินยาเสริมความจำ
มีผลการวิจัยยืนยันว่าหลังจาก การกินโสมในปริมาณ 400 มิลลิกรัมไปแล้ว 1 ชั่วโมง จะทำให้ความสามารถในการจำดี ขึ้นและส่งผลต่อไปอีกถึง 6 ชั่วโมง แปะก๊วยก็มีการยืนยันว่าส่งผลดีต่อระบบความจำเหมือนกัน เพราะจะไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในสมอง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในอเมริกาพบว่า Vinpocetine ที่สกัดได้ขากต้น Periwinkle (ไม้ เลื้อยชนิดหนึ่งที่มีดอกสีฟ้า ใบเข้มเป็นมัน) นั้นจะช่วยเพิ่มความจำและความจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ให้มากขึ้นได้

3. กินผักและผลไม้สด
เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีอยู่สูงในผักและผลไม้สดจะไปทำลายอนุมูลอิสระซึ่งเกิดจากการสะสมเป็น เวลานานของเนื้อเยื่อไขมันอันจะทำให้สมองอ่อนแอลง และ ช่วยชะลออาการความจำถดถอยในผู้สูงอายุ อาทิ ผมไม้ที่มีสีแดง ม่วง และน้ำเงิน โดยเฉพาะตระกูลเบอร์รี่ ต่างๆ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่มีความเข้มข้น สูงที่เรียกว่า Anthocyanidin

4. ลดปริมาณแอลกอฮอล์
เพราะจะส่งผลต่อการปลดปล่อย สาระสำคัญในสมองโดยจะไปขัดขวางความสามารถในการสร้างความจำใหม่ ๆ โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นชื่อ ตัวเลข และเหตุการณ์ณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ยิ่ง ไปกว่านี้ ความสามารถในการระลึกเหตุการณ์หรือ เรื่องราวเก่า ๆ ในอดีตก็จะถูกบั่นทอนไปด้วย

5. ออกกำลังกาย
ขณะที่ร่างกายของเราเคลื่อน ไหวนั้นสมองจะได้รับเลือดมากเป็นพิเศษซึ่งนั่นหมายถึงว่าสมองจะได้รับกลูโคส และออกซิเจนมากขึ้นทำให้สมองแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังไปเพิ่มประสิทธิภาพในการกระตุ้นความจำของสารเคมีในสมองที่ เรียกว่า Brain-Derived Neurotrophic Factor) ให้ ทำงานได้ดีขึ้นด้วย

6. จดบันทึกช่วยจำ
เพราะโดยธรรมชาติของสมองเรา นั้นเมื่อจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตรงหน้า ความ สามารถในการจดจำสิ่งอื่นก็จะลดลง ฉะนั้นการย้าย ข้อมูลจากสมองมาเก็บไว้ในสมุดบันทึกอย่างคอมพิวเตอร์ ปาล์ม หรือโทรศัพท์มือถือ ก็เหมือสเป็นการช่วยลดความหนาแน่นของข้อมูลหรือเพิ่มพื้นที่ว่าง ในสมองเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

7. ทำสมาธิ
สมองของคนเรานั้นทำงานที่ความ ถี่หรือคลื่นสมองที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ เรากำลังทำหรือคิดอยู่ ภายใต้ความเครียดที่เกิด ขึ้น คลื่นเบต้าของสมองจะทำงานเร็วขึ้นซึ่งจะส่งผล ให้สมองลืมสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นเราควรคิด ให้ช้าลง โดยการทำสมาธิ หลับ ตาลงช้าๆ หายใจเข้าเบาๆ ช้าๆ โดยตั้งสติอยู่ที่ปลายจมูก จาก นั้นหายใจออกช้าๆ โดยตั้งสติอยู่ที่ช่องจมูกทางขวา จากนั้นหายใจเข้าอีกครั้ง แต่ ครั้งนี้เวลาผ่อนลมหายใจออกให้ตั้งสติที่ช่องจมูกทางซ้าย ทำเช่นนี้สลับกันประมาณ 10 นาที ทุกวันรับรองว่าสมองตื้อๆ ตันๆ จะกลับมาโล่งโปร่งใสเหมือนเดิม

~ จะไขว่คว้าหาความสุขกันอย่างไร ~

       คนเราจะแสวงหาความสุขในชีวิตได้หลายทางหลายรูปแบบ ซึ่งหากจะแบ่งลักษณะที่มาของ ความสุขกันแล้ว อาจจะแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๒ ประเภท ได้แก่
ประการแรก ความสุขที่ต้องซื้อหาด้วยเงิน เช่น ความสุขจากการท่องเที่ยว การกินอาหารตามร้านที่มีบรรยาการดี ๆ การช้อบปิ้ง (รวมถึงการซื้อของที่ชอบสะสม อย่างเช่น เครื่องเพชร เครื่องทอง เครื่องเงิน ของเก่า หรือการซื้อรถยี่ห้อใหม่ ๆ ของนักเล่นรถทั้งหลาย) การใช้เงินซื้อความสะดวกสบาย (เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องผ่อนแรงของแม่บ้าน) การดูหนังดูละคร คอนเสิร์ต การซื้อทีวีมาดู ซื้อวิทยุมาฟังเป็นต้น
ประการที่สอง ความสุขที่ไม่ต้องซื้อหาด้วยเงิน เช่น การมีสุขภาพแข็งแรง การอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น สามชิกรักใคร่อาทรซึ่งกันและกัน การได้ทำงานที่ใจรัก การมีเพื่อนร่วมงานที่ดี การไม่เป็นหนี้ การประสบความสำเร็จ ผลทางใจที่เกิดจาการทำบุญ การช่วยเหลือเพื่อมนุษย์หรือสังคม การปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นความสุขทางใจที่สมบูรณ์กว่า
คนที่มีสุขภาพจิตดีมักจะสามารถค้นพบความสุขใจจากสิ่งรอบตัวได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินเสียทอง เพราะพวกเขารู้จักแสวงหาความสุขด้วยการ
๑. ทำชีวิตให้ง่ายและรู้จักยืดหยุ่น ตัดความฟุ่มเฟือย กรอบชีวิตที่เคร่งครัดบางอย่างออกไป เลิกแบบหัวโขนตลอดเวลาเพราะมีแต่จะทำให้หนักโดยใช่เหตุ รู้จักปรับเป้าหมายในชีวิตให้เหมาะสม การตั้งเป้าหมายไว้สูง ถ้าไปไม่ถึงก็เป็นทุกข์ ให้รู้จักลดเป้าหมายในชีวิตลงบ้าง ต่อเมื่อทำได้จึงค่อยเขยิบจุดหมายให้สูงขั้นเพื่อพัฒนาตนเอง
คนที่ชอบใช้ชีวิตง่าย ๆ รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่เอาจริงเองจังหรือติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป มักจะเป็นคนที่มักน้อยและให้อภัยคนได้ง่าย ซึ่ง “ ความอยาก ” และ “ ความโลภ ” ย่อมนำไปสู่ความทุกข์ และ “ การสะสมความเคียดแค้นย่อมเกิดภัย แต่การสะสมความรักใคร่ย่อมเกิดสุข”
๒. ความสามารถปรับใจกับสถานการณ์ต่าง ๆ รอบตัวได้ รู้จักมองหาจุดดีในจุดเสีย มองหาจุดเด่นในจุดด้อย มองหาความขบขันในความเครียด มองหาความสนุกในความเหนื่อย หรือเบื่อหน่าย เช่น การเมืองเครียดนักก็อ่านการ์ตูนล้อการเมืองให้เกิดอารมณ์ขัน ถ้างานยุ่งนักหรือเรียนหนักก็พยายาม ทำสิ่งที่ “ ยุ่ง ” และ “ หนัก ” ให้ “ สนุก ” เสีย หรือถึงจะจนเงินแต่ก็สามารถสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นในครอบครัวได้ (จนเงินแต่ไม่จนรัก)
๓. ให้ความสนใจและเห็นใจในความทุกข์ของผู้อื่น จะทำให้ไม่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง เพราะยิ่งหมกมุ่นอยู่กับตัวเองมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้มองเห็นความทุกข์และสงสารตัวเองมากขึ้นเท่านั้น การมองเห็นความทุกข์ของคนอื่นจะช่วยทำให้ลดความเห็นแก่ตัวลง และมีความอดทนต่อความทุกข์ของตนเองได้มากขึ้น
๔. สร้างบรรยากาศรอบตัวให้มีความสุข ด้วยการสร้างบรรยากาศอบอุ่นภายในบ้าน สร้างเสียงหัวเราะในที่ทำงาน มอบไมตรีจิตมิตรภาพและความหวังดีให้แก่คนรอบข้างในสังคม
ความสุขและความทุกข์อยู่ที่ใจของแต่ละคน ดังคำกล่าวที่ว่า “ สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่
ในใจ ” ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะไขว่คว้าหาสุขหรือหาทุกข์มาใส่ตัว เพียงแต่ท่าน
- อย่ายอมเป็นทาสของวัตถุ หรือให้วัตถุมาเป็นนาย และ
- อย่ายอมเป็นทาสของอารมณ์ หรือให้อารมณ์มาเป็นนาย
ความสุขก็อยู่แค่เอื้อมนั่นเอง
* นักจิตวิทยา กองสุขภาพจิต กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข